Latest Writings

ประเพณีปอยส่างลอง

ภาพประเพณีแห่ส่างลองประจำปี๒๕๔๙

คำว่า “ปอยส่างลอง”  เป็นภาษาไทยใหญ่เกิดจากคำ  ๓  คำ มาสมาสกัน คือ คำว่า “ปอย”  แปลว่า  “งาน”  คำว่า “ส่าง” สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “สาง” หรือ “ขุนสาง” หมายถึงพระพรหม  ในหนังสือธรรมะของชาวไทยใหญ่กล่าวถึงว่า “พระคณิตพรหมได้ถวายจีวรแก่เจ้าชายสิทธัตถะ  ณ  ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา  เมื่อคราวที่หนีออกไปบวช”  อีกความหมายหนึ่งนั้น  คำว่า “ส่าง”  มาจากคำว่า “เจ้าส่าง”  หมายถึงสามเณร  ส่วนคำว่า “ลอง”  มาจากคำว่า “อลอง”  แปลว่า  พระโพธิสัตว์  หรือหน่อพุทธางกูร  ดังนั้นงาน “ปอยส่างลอง”  ก็คืองานบวชลูกแก้วของชาวล้านนานั่นเอง  ประวัติความเป็นมา  ส่างลอง โดยความหมายมี ๒ นัย

- นัยที่หนึ่ง  เป็นคำผสมระหว่างคำว่า “ส่าง” หมายถึง เจ้าส่าง คือสามเณรในภาษาไทย กับคำว่า “ลอง” หรือ “อลอง” หมายถึงหน่อกษัตริย์หรือผู้ที่เตรียมจะเป็นส่างลองคือผู้ที่เตรียมจะเป็นสามเณร      การเป็นส่างลองนั้นเป็นการเลียนแบบประวัติของพระพุทธเจ้าตอนที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะครองกรุงกบิลพัสดุ์ก่อนจะออกผนวช   การกระทำทุกอย่างในช่วงเวลาการเป็นส่างลองจะปฏิบัติเสมือนการปฏิบัติต่อพระมหากษัตริย์   เป็นความเชื่อตามวรรณกรรมไทยใหญ่เรื่องอะหน่าก้าดตะหว่างซึ่งกล่าวถึงพระเจ้า อ่าจ่าตะซาดมังจี (อชาตศัตรู)หลังจากที่ได้สำนึกผิดในการทำปิตุฆาตโดยหลงผิดไปร่วมมือกับพระเทวทัตทำบาปหนักต่าง ๆ แล้วได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทำอย่างไรจะได้เป็นเหล่ากอของพระพุทธเจ้า คือเป็นอลองพญา (หน่อพุทธางกูร) พระพุทธองค์ทรงตอบว่าต้องนำบุตรชายเข้าบวชในศาสนา    จึงได้นำเจ้าชายอะจิ้กต๊ะมังซา (อชิตกุมาร)พระราชโอรสของพระองค์เข้าบรรพชาเป็นสามเณร   และทรงมีพุทธทำนายว่าอชิตสามเณรจะมาตรัสรู้เป็นพระศรีอริยเมตไตยพระพุทธเจ้าแห่งภัทรกัปป์นี้    วรรณกรรมฉบับนี้แต่งเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ โดยพระอู่ก่าวิจิ่งต่า  วัดสบตุ๋ง   เมืองตุ๋ง   จังหวัดจ้อกแม    ประเทศสหภาพพม่า  และพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘

-ความหมายที่สอง  ถือตามความในวรรณกรรมไตเรื่อง“อ่าหนั่นต่าตองป่าน” หรือ เรื่องอ่าหนั่นต่าไหว้ถาม แต่งขึ้นเมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ  โดยพระสุหนั่นต่า    บ้านกุ๋นอ้อ    จังหวัดจ้อกแม   ประเทศสหภาพพม่า  กล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ  ที่พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าในเรื่องเหล่านั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทูลถามเกี่ยวกับการเป็นส่างลองว่าจะมีอานิสงส์มากน้อยอย่างไรและพระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่า ถ้านำบุตรของตนบวชจะได้สวรรค์สมบัติเป็นเวลา ๘ ก่ำผ่า (กัลป์)   ถ้ารับเป็นพ่อข่ามแม่ข่าม(พ่อแม่อุปถัมภ์) จะได้อานิสงส์ ๔ ก่ำผ่า (กัลป์)  และวรรณกรรมดังกล่าวได้บรรยายเรื่องราวส่างลองไว้ว่า    ในอดีตบรรดากษัตริย์      และเศรษฐี     คหบดีได้รวมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานปอยส่างลองขึ้น   บังเอิญมีบุตรชายของหญิงหม้ายคนหนึ่ง  มีรูปร่างอัปลักษณ์และมีศรัทธาอยากบรรพชาแต่ไม่มีทรัพย์สมบัติที่จะเป็นเจ้าภาพบวช ด้วยบุญญาบารมีและแรงศรัทธาของบุตรชายได้บันดาลให้พระอินทร์เกิดเมตตาจึงเสด็จมา นำไปพยาบาลให้อาบน้ำเงินน้ำทองขัดสีฉวีวรรณล้างคราบไคลต่าง ๆ กลายเป็นกุมารที่มีรูปร่างสวยงาม  และขุนสาง(พระพรหม)ได้ลงมามอบชฎา (ปานกุม) และสร้อยสังวาลย์ (ลอแป)ให้  พร้อมทั้งรับภาระเป็นพ่อข่าม(พ่ออุปถัมภ์)ในการจัดงานปอยส่างลองครั้งนั้น บุตรชายหญิงหม้ายได้เป็นลูกข่าม(ลูกอุปถัมภ์)ของขุนสาง(พระพรหม) จึงเรียกกุลบุตรที่ได้รับการยกย่องในช่วงก่อนบรรพชาว่า “สางลอง”  หรือ  “ส่างลอง”  คือลูกอุปถัมภ์หรือลูกบุญธรรมของพระพรหม  สืบต่อมาจนปัจจุบัน   แสดงให้เห็นว่ากุลบุตรที่จะได้เป็นส่างลองนั้นเป็นผู้มีบุญบารมีมากกว่าคนธรรมดาสามัญจึงมีโอกาสได้รับการยกย่องให้เป็นหน่อกษัตริย์   หรือบุตรบุญธรรมของพระพรหมในช่วงเวลาก่อนบรรพชา

ประเพณีปอยส่างลองเกิดจากศรัทธายึดมั่นในบวรพุทธศาสนาอย่างมั่นคงของคนไตซึ่งถือว่าการที่กุลบุตรสามารถอุทิศตนบรรพชาอุปสมบทในพุทธศาสนาได้เป็นผู้มีบุญอันยิ่งใหญ่   เจ้าภาพจะยอมเสียสละ   สิ่งของ เงิน ทอง อันเป็นโลกียทรัพย์ภายนอกเท่าไรก็ได้เพื่อสนับสนุนให้กุลบุตรได้มีโอกาสพบกับอริยทรัพย์ในทางพระพุทธศาสนาคือ การบรรพชา  เสียสละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข    มุ่งดำเนินตามอริยมรรคเส้นทางไปสู่พระนิพพาน   เป็นการเลียนแบบเหตุการณ์ตามพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพระประยูรญาติวันหนึ่งพระนางพิมพาถือโอกาสที่ปลอดโปร่งแต่งองค์ทรงเครื่องให้พระราหุลกุมารและส่งไปขอราชสมบัติจากพระพุทธองค์ เมื่อได้รับคำขอจากราหุลกุมารแทนที่จะพระราชทานราชสมบัติให้    พระพุทธองค์ทรงดำริว่าราชสมบัติอันเป็นโลกียทรัพย์นี้ไม่จีรังควรที่เราจะพระราชทาน อริยทรัพย์อันยั่งยืนดีกว่าแล้วทรงรับสั่งให้บรรพชาราหุลกุมารเป็นสามเณรแทนประเพณีบวชส่างลองของชาวแม่ฮ่องสอน    เปรียบเทียบได้กับประเพณีการบวชลูกแก้วของ ชาวไทยล้านนาทั่ว ๆ ไปนั่นเอง  เป็นประเพณีสำคัญและยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของชาวไทยใหญ่ที่ยึดถือปฏิบัติ สืบทอดติดต่อกันมาเป็นเวลานาน  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเกิดจากการจำลองเหตุการณ์เรื่องราวในพุทธประวัติซึ่งชาวไทยใหญ่เลื่อมใสศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง  ประเพณีบรรพชาอุปสมบทของชาวไทยใหญ่จึงจัดอย่างใหญ่โตมโหฬาร  ถือเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ใคร ๆ ก็อยากทำบุญ  ใคร ๆ ก็อยากเป็น “อลอง” ผู้ที่มีบุตรชายจะพยายามดิ้นรนให้บุตรของตนได้บวชเรียนให้จงได้ การบรรพชาอุปสมบทส่วนใหญ่จะจัดงานประเพณีปอยส่างลองกันทั้งนั้น มีน้อยรายที่จะบวชโดยไม่จัดงานปอยส่างลอง   แต่การบวช “ส่างลอง” เป็นงานที่สิ้นเปลืองมาก

ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายดิเรก  ก้อนกลีบ  มัดมือส่างลอง ปี ๒๕๔๙

ย้อนหลังไปประมาณ ๔๐ – ๕๐  ปีที่ผ่านมา  นิยมทำพิธีเป็นเวลานาน ๗ – ๑๕ วัน  ค่าใช้จ่ายในการทำบุญปอยส่างลอง     ถ้าเป็นงานใหญ่จะต้องใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นบาท  คนที่มีฐานะยากจนไม่สามารถจะทำบุญปอยส่างลองได้   ในขณะเดียวกันคนที่มีฐานะดีก็มักจะไม่มีบุตรชายหรือมีแต่บุตรชายไม่ยอมบวช ฯลฯ  ทำให้เกิดประเพณีและค่านิยมเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนขึ้น  โดยมีประเพณีการบรรพชาอุปสมบทเป็นสื่อ  นั่นคือผู้มีฐานะยากจนมีบุตรชาย  และต้องการจะให้บุตรชายได้บวช   ส่างลอง  ก็จะมอบบุตรของตนแก่คนรวยซึ่งต้องการทำบุญปอยส่างลองแต่ไม่มีบุตรชาย    การมอบในลักษณะนี้  ผู้ที่รับเป็นเจ้าภาพบวชจะต้องยอมรับหน้าที่เป็นบิดามารดาคนที่สองของคนที่ตนรับบวช  จะให้ความอุปถัมภ์ค้ำจุนในขณะที่บวชและหลังจากสึกแล้วด้วย  บางรายถึงกับมอบมรดกให้เหมือนกับเป็นบุตรคนหนึ่งทีเดียว

ผู้ที่ได้บวชในลักษณะนี้ก็จะเรียกผู้ที่รับเป็นเจ้าภาพบวชให้ตนว่า “พ่อ – แม่”  หรือพ่อข่าม แม่ข่าม   คำว่า “ข่าม”  แปลว่ารับรอง  หรือรับภาระอุปถัมภ์  ดังนั้น  ครอบครัวคนรวยกับคนจนที่ได้กระทำประเพณีนี้ร่วมกัน  ก็จะเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดสนิทสนมเป็นญาติกันสืบต่อไป  ถือว่าต่างฝ่ายต่างมีอุปการะเกื้อกูลต่อกัน  โดยต่างก็ได้เติมเต็มในส่วนที่แต่ละฝ่ายขาดไป  แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ค่านิยมเช่นนี้  แทบไม่มีเหลืออยู่ในรูปแบบของการปฏิบัติ  จะมีหลงเหลืออยู่ก็เพียงแต่ในความทรงจำของคนรุ่นเก่าเท่านั้น   ทั้งนี้ เพราะความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันและสภาวะทางเศรษฐกิจ    ไม่เอื้ออำนวยและเปิดโอกาสให้คนได้ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในรูปของการอุปถัมภ์เช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว

ในอดีต “พ่อข่าม แม่ข่าม” หรือผู้ที่รับอุปถัมภ์บรรพชาสามเณรจะได้รับการยกย่องยอมรับนับถือในสังคมเป็นอย่างมาก โดยจะได้รับการยกย่องและเรียกคำนำหน้าว่า “พ่อส่าง แม่ส่าง”

ส่วนผู้ที่รับอุปถัมภ์อุปสมบทพระภิกษุจะได้รับการยกย่องและเรียกคำนำหน้าว่า “พ่อจาง แม่จาง”   ผู้ที่ผ่านการบรรพชาเป็นสามเณรมาแล้วเมื่อสึกออกมาจะเรียกว่า “ส่าง” สำหรับผู้ที่ผ่านการอุปสมบทเป็นภิกษุ เมื่อสึกออกมาจะเรียกว่า “ทาก” หรือ “หนาน” นำหน้าชื่อตลอดไป

“ลอง” หรือ “อลอง” จะได้รับการปฏิบัติเสมือนหนึ่งเป็นพระราชาองค์หนึ่ง ถือว่าช่วงเวลาการเป็นลองเป็นเสมือนช่วงเวลาเสวยราชสมบัติของเจ้าชายสิทธัตถะก่อนออกผนวช    การแต่งกายของอลองแต่งแบบกษัตริย์พม่าโบราณคือ นุ่งโจงกระเบนผ้าแพร ผ้าลาย หรือผ้าสีต่าง ๆ สวมเสื้อมีชายเชิงงอนประดับด้วยวัสดุเทียมเพชร พลอย หรือปักดิ้นไหมสีต่าง ๆ ศีรษะสวมชฎาที่ทำจากกระดาษแข็งมียอดแหลมประดับกระดาษสีต่าง ๆ หรือเกล้ามวยผมมีผ้าแพรโพกศีรษะ   และประดับด้วยดอกไม้สดตามฤดูกาล ส่วนใหญ่จะเป็นดอกเอื้องผึ้ง

ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป  คำนำหน้าที่เคยใช้เรียก “พ่อข่ามแม่ข่าม” “พ่อจางแม่จาง” หรือ “ส่าง”  “หนาน”   ก็ไม่นิยมเรียกกันแล้ว   ทัศนคติที่มีต่อส่างลองก็เปลี่ยนไปเป็นว่าที่ตะแปส่างลองต้องคอยดูแลประคบประหงมส่างลองโดยต้องให้ขี่คอหรือไม่ยอมให้ลงดินนั้น   เนื่องเพราะกลัวส่างลองจะได้รับอันตรายก่อนจะบรรพชาเป็นสามเณรเนื่องจากส่างลองเป็นเด็ก    แต่ถ้าหากมีผู้ใดนำทีคำไปใช้ประดับตกแต่งสถานที่หรือเวทีต่าง ๆ   เขาก็จะบอกว่าทีคำเป็นของสูงใช้ได้กับส่างลองเท่านั้น เพราะส่างลองเป็นอลอง

อุปกรณ์และเครื่องใช้ในพิธีบวชส่างลอง

เครื่องอุปโภคของอลอง ประกอบด้วยเครื่องสูงต่าง ๆ ดังนี้

๑.       ทีคำ  คือร่มขนาดใหญ่ทำด้วยกระดาษหนาลงรักปิดทอง  มีคันถือยาวขนาดถือแล้วเลยศรีษะผู้ที่ขี่คอของอีกคนหนึ่ง  ใช้กั้นเป็นร่มบังแดดต่างฉัตร  คำว่า “ที”  แปลว่า ร่ม “คำ” คือ ทองคำ ทีคำ ก็คือ ร่มทองคำนั่นเอง

๒.  น้ำเต้า หรือคนโท  ใส่น้ำดื่มสำหรับอลอง

๓.  พานหมาก  เครื่องเสริมยศอลอง  บรรจุหมาก  พลู  บุหรี่  ไม้ขีด  เมี่ยง

๔.  พรม  ใช้ปูให้อลองนั่ง

๕.  หมอน  ใช้สำหรับอลองนั่งอิงพักผ่อน  ใช้คู่กับพรม

บริวารลอง เนื่องจากลองมีสถานภาพเปรียบเสมือนเป็นกษัตริย์  จึงต้องมีบริวารคอยปรนนิบัติรับใช้ตามสมควร ดังนี้

๑.      คนแต่งตัวประมาณ  ๒  คน  มีหน้าที่แต่งหน้า แต่งตัวให้อลอง  เพราะจะต้องแต่งหน้าทาปาก  เขียนคิ้วเกล้ามวยผม  แต่งตัวให้อลองตลอดระยะเวลาที่เป็นอลอง

๒.    คนทำหน้าที่เป็นพาหนะให้อลองขี่คอ  จำนวน  ๒ – ๓  คน  เป็นอย่างน้อย  มีหน้าที่ให้อลองขี่คอพาไปในที่ต่าง ๆ   ถ้าเป็นจางลอง  คือผู้ที่เตรียมบวชเป็นภิกษุ ซึ่งต้องมีอายุ  ๒๑  ปี ขึ้นไป  มีน้ำหนักตัวมาก ขี่คอคนไม่ไหวอาจใช้ม้าหรือช้างประดับตกแต่งเป็นพาหนะก็ได้  ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะช้างหายาก       และอาจเป็นอันตรายได้ง่าย

๓. คนถือน้ำเต้า

๔. คนถือพานหมาก

๕. คนถือทีคำมีหลายคนสับเปลี่ยนกัน

๖. คนถือพรมและหมอน

๗. คณะดนตรีชุดกลองก้นยาว  ประกอบด้วยกลองหน้าเดียวยาวประมาณวาเศษ ฆ้องขนาดใหญ่  ๑  ใบ   ขนาดกลาง  ๑  ใบ  ขนาดเล็ก  ๑  ใบ  ฉาบขนาดกลาง  ๑  คู่  ตีให้จังหวะการฟ้อนรำของคนที่เป็นพาหนะอลองหรือเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่ามีอลองมา     หรือบรรเลงเข้าขบวนแห่ไทยธรรม  คณะดนตรีชุดนี้มีประมาณ  ๕ – ๖ คน สับเปลี่ยนกันบรรเลงเครื่องดนตรีชิ้นต่าง ๆ

การจัดงาน “ปอยส่างลอง” ในสมัยก่อนนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากไม่มีงานอื่นใดในรอบปีที่จะมาเทียบได้ ใช้เวลาเตรียมงานกันเป็นแรมเดือน มีการบอกกล่าวไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ให้ได้ทราบก่อนล่วงหน้าเผื่อว่าหมู่บ้านใดจัดงานขึ้นมา งานจะได้ไม่ตรงกันซึ่งจะทำความลำบากใจให้แก่พระภิกษุที่ได้รับนิมนต์ และเพื่อที่จะให้ญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลได้รับทราบข่าวล่วงหน้า

ช่วงระยะเวลาในการจัดงานปอยส่างลอง  นิยมจัดในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม  ซึ่งเป็นช่วงปิดภาคเรียนและว่างเว้นจากการทำนา   มีอาหารอุดมสมบูรณ์  ฝนฟ้าไม่ตก  สะดวกในการเดินทางไปมาหาสู่กัน พ่อแม่เด็กเมื่อตกลงที่จะให้บุตรของตนไปบวชเป็นสามเณรก็จะนำบุตรและคนที่จะบวชไปฝากฝังให้เจ้าอาวาสอบรมสั่งสอน  หัดให้ท่องจำคำขอบรรพชา  คำให้ศีลให้พร  ก่อนจะจัดงานประมาณ  ๗ – ๑๐  วัน  จากนั้นก็จะเชิญผู้ที่จะร่วมในการจัดงานปอยส่างลองมาประชุมปรึกษาหารือกันว่าใครจะรับเป็นเจ้าภาพใหญ่ “ตะก่าโหลง”ซึ่งมักจะเป็นผู้ที่มีฐานะดี  หรือผู้ที่ได้รับการยกย่องในหมู่บ้านนั้น   จะจัดงานกี่วัน  ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าอาหารที่จะเลี้ยงผู้ร่วมงาน  ค่าเครื่องไทยธรรม  ค่าต้นตะเป่ส่า(ต้นกัลปพฤกษ์)  จำนวนพระภิกษุสงฆ์ที่จะนิมนต์มารับเครื่องไทยธรรม  จำนวนแขกที่จะเชิญมาร่วมงาน  การยืมสิ่งของเครื่องใช้  ค่ารางวัล “ตะแปส่างลอง”  (พี่เลี้ยงส่างลอง)   ค่าเจ้ามื้อ (ผู้รับผิดชอบในการปรุงอาหารเลี้ยงผู้ร่วมงาน)   ฯลฯ    เมื่อตกลงกันได้แล้วก็จะเชิญตะแปส่างลองมามอบหมายหน้าที่การงานให้รับผิดชอบเป็นองค์ ๆ ไป   ตะแปส่างลองนั้นมีหน้าที่ดูแลส่างลองตั้งแต่การอาบน้ำ  ผัดหน้าทาแป้ง  เขียนคิ้ว  เกล้ามวยผม  แต่งองค์ทรงเครื่อง  ดูแลในเรื่องอาหารการกิน และให้ส่างลองขี่คอไปในที่ต่าง ๆ ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของงาน  โดยเฉพาะวันสุดท้ายจะต้องคอยดูแลไม่ให้คลาดจากสายตาเพราะมักจะมีการแอบนำเอาส่างลองไปหลบซ่อนไว้ไม่ให้บรรพชา  เดือดร้อนเจ้าภาพจะต้องนำ “อะซู” คือรางวัลไปมอบให้จึงจะได้ส่างลองกลับมาบรรพชาเป็นสามเณรต่อไป

ประเพณีการเชิญแขกมาร่วมงานปอยส่างลองในสมัยก่อน  จะมีญาติพี่น้องที่เป็นหนุ่ม ๆ สาว ๆ บ้านใกล้เรือนเคียงเจ้าภาพมาช่วยกันเชิญแขก  แต่เดิมจะใช้วิธี “ต๊กห่อเน่ง” (เมี่ยง) คือนำเมี่ยงที่นิยมกินกันนำมาห่อด้วยใบตองอย่างสวยงาม   ให้คนหนุ่มสาวนำ “ห่อเน่ง” ไปมอบให้เจ้าของบ้านที่จะเชิญมาร่วมงานโดยบอกรายละเอียดการจัดงานให้ทราบว่าใครเป็นเจ้าภาพจัดงานปอยส่างลอง จำนวนกี่องค์จะรับส่างลองวันไหน แห่โคหลู่วันไหน และทำพิธีบรรพชาวันไหน ฯลฯ   ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนไปใช้เทียนไขแทนเรียกว่า “ต๊กเตน” (บอกเทียน)    แต่ปัจจุบันนิยมใช้การ์ดเชิญแทน ส่วนการนิมนต์พระภิกษุสงฆ์เป็นหน้าที่ของคนเฒ่าคนแก่  จะนำกระสวยดอกไม้ธูปเทียนไปนิมนต์ที่วัด

การให้หนุ่มสาวไปบอกบุญหรือ ต๊กเตนนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันเพราะปกติจะหาโอกาสพบปะพูดคุยเกี้ยวพาราสีกันยาก  นอกจากจะมีงานปอยเท่านั้น  อีกประการหนึ่งบางครั้งต้องไปบอกบุญในต่างหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไป   คนหนุ่มสาวมีความแข็งแรงเหมาะสมที่จะทำหน้าที่นี้

ประเพณีปองส่างลองเป็นงานใหญ่มีกิจกรรมยุ่งยากซับซ้อน และจัดกิจกรรมต่อเนื่องเป็นเวลานาน  เจ้าภาพจะต้องเหน็ดเหนื่อยและเสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานมาก  มีขั้นตอนโดยสรุป ดังนี้

๑.  ขั้นเตรียมงาน ก่อนถึงวันพิธีประมาณครึ่งเดือนถึง  ๓  เดือน  ขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่จะจัด    ถ้าเป็นงานใหญ่บวชหลายรูป  ต้องเตรียมงานนาน  หากบวชรูปเดียวใช้เวลาเตรียมงานเพียง  ๗ – ๑๕ วัน ก็พอ งานที่จะจัดเตรียม ประกอบด้วย

๑.๑  เตรียมข้าวแตก หรือข้าวตอก คือนำข้าวเปลือกเหนียวมาคั่วในหม้อดินให้แตกเป็นช่อคล้าย ๆ ข้าวโพดคั่ว  เพื่อใช้เป็นเครื่องสักการะในพิธีบรรพชาอุปสมบท  และนำไปคลุกกับน้ำอ้อยเชื่อมปั้นเป็นก้อนโต กว่าลูกเทนนิสนิดหน่อย  เรียกว่า “ข้าวแตกปั้น”   และทำ “ข้าวพองต่อ”  คือนำแป้งมาคลุกเคล้ากันนวดทำเป็นแผ่น ๆ ตัดให้กว้างยาวประมาณนิ้วคูณนิ้ว  นำไปตากแห้งแล้วนำมาทอดและฉาบน้ำอ้อยสำหรับเป็นของหวานและไทยธรรม   วิธีจัดเตรียมข้าวแตก  เจ้าภาพจะเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้ให้ครบ แล้วเชิญสาว ๆ หรือเพื่อนบ้านใกล้เคียง  มาช่วยกันคั่วข้าวแตกในเวลากลางคืนหลังจากเลิกประกอบอาชีพประจำวันแล้ว  สาว ๆ จะมาช่วยคั่วข้าวแตกเป็นกลุ่ม ๆ พวกหนุ่ม ๆ ก็จะมาจีบสาวและช่วยงานคั่วข้าวแตกไปด้วย  โดยเฉพาะงานหนักหรือเสี่ยงภัย เช่น แบกข้าวสาร  แบกฟืน  ยกภาชนะร้อน ๆ ลงจากเตา ฯลฯ   จะจัดทำอย่างนี้ทุกคืนหรือตามโอกาสไปเรื่อย ๆ  จนกว่าจะได้ปริมาณข้าวแตกเพียงพอที่จะใช้ในงาน  แต่ละคืนจะคั่วไปจนถึงประมาณ  ๒๒.๐๐ – ๒๓.๐๐ น.

๑.๒  เตรียมบุหรี่ บุหรี่มี  ๒  ชนิด  คือ   ยาฉุนกับขี้โย  ยาฉุนมวนจากยาสูบพื้นเมืองด้วยใบตองกล้วยอบแห้ง  หรือใยกาบต้นหมาก  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  ๑  ซม.  ยาว  ๖  ซม.  ส่วนบุหรี่ขี้โยมวนจากยาฉุนผสมไม้ไคร้สับ  หรือเปลือกฝักมะขามคลุกน้ำอ้อยและน้ำมะขามเปียกตากแห้ง เป็นบุหรี่รสจืดสำหรับผู้หญิงสูบ  เมื่อมวนเสร็จแล้ว จะมีขนาดยาวประมาณ  ๑๕  ซม. ด้านปลายที่จุดไฟจะสอบแหลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๑  ซม.  ด้านโคนสำหรับสูบมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๑.๕ ซม.  ด้านโคนนี้จะกรองด้วยเส้นใยจากกาบมะพร้าวหรือเปลือกข้าวโพดพันด้วยกระดาษสีกว้าง ๑ ซม. จะต้องเตรียมมวนบุหรี่ไว้เป็นจำนวนพัน ๆ มวน  เพื่อใช้ในการต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน  และเป็นเครื่องไทยธรรม  วิธีเตรียมทำเช่นนี้  ทำเช่นเดียวกับการเตรียมข้าวแตก  ปัจจุบันภาระการเตรียมบุหรี่จะน้อยลงเพราะมีบุหรี่ของโรงงานยาสูบจำหน่าย  แต่บางหมู่บ้านก็ยังจัดเตรียมกันอยู่  เพราะบุหรี่ของโรงงานยาสูบมีราคาแพง

๑.๓  เครื่องไทยธรรมและอัฐบริขาร  เมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาพิธีประมาณ  ๗  วัน  จะมีการเตรียมตกแต่งเครื่องไทยธรรมและอัฐบริขาร เช่น จัดทำต้นปุ๊กข้าวแตก  โดยนำข้าวแตกมาห่อด้วยกระดาษสาผูกติดกับธงสามเหลี่ยมเป็นช่อ ๆ แล้วนำไปผูกไขว้เป็นคู่ ๆ ติดกับลำไม้ไผ่  หรือไม้รวกยาวประมาณ  ๕ – ๖  เมตร  ห่อข้าวแตกนี้จะนำมาแจกผู้เข้าร่วมพิธีในวันสุดท้าย  เพื่อใช้เป็นเครื่องสักการะต่างดอกไม้ ธูปเทียนสำหรับอัฐบริขาร เช่น บาตร  จีวร  เสื่อ  หมอน  ผ้าห่ม  จาน  ช้อน  เครื่องกรองน้ำ  มีดโกน ฯลฯ  นำมาตกแต่งด้วยไหมพรมถักตารางสี่เหลี่ยมเล็ก ๆเป็นผืนหุ้มอุปกรณ์เหล่านั้น  นำไปผูกติดกับไม้คานยาวประมาณ  ๓  เมตร  เพื่อสะดวกในการให้คนหามนำเข้าขบวนแห่ในวันพิธีแห่เครื่องไทยธรรม

๑.๔ เตรียมสถานที่ ยิ่งเป็นงานใหญ่ก็ยิ่งต้องมีสถานที่มาก เช่น ที่พักอลองบริเวณวัดที่ใช้เป็นสถานที่รับแขก สถานที่รับประทานอาหาร โรงครัว เป็นต้น บางครั้งต้องสร้างปะรำขึ้นอีกต่างหากจากอาคารที่มีอยู่ ปะรำเหล่านี้เป็นปะรำชั่วคราวทำด้วยโครงไม้ไผ่ มุงใบตองตึง (พลวง)

๑.๕  อุปกรณ์อื่น  เจ้าภาพจะต้องเตรียมเครื่องใช้และวัสดุต่าง ๆ เช่น ข้าวสาร  อาหารแห้ง เครื่องครัว  หม้อ  เตา  จาน  ถาด  ช้อน ฯลฯ   นอกจากนี้ยังมีเครื่องทองของอลองที่จะต้องจัดหายืมหรือตัดเย็บขึ้นใหม่  รวมไปถึงเครื่องประดับตกแต่ง เช่น สร้อย  แหวน  ชฎา ฯลฯ

การต้อนรับแขก ชาวไทยใหญ่เกือบทุกหมู่บ้านจะมีลักษณะเหมือนกันคือมีน้ำใจโอบอ้อมอารียินดีต้อนรับผู้มาเยือน   เมื่อมีแขกมาถึงบ้านก็ต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่  ทั้งหมากเมี่ยง บุหรี่  ข้าวปลาอาหารคาวหวาน ที่หลับที่นอน   บางทีแขกที่มาร่วมงานก็อาจนำสิ่งของที่ใช้ปรุงอาหารหรือเงินหรือสิ่งของอื่น ๆ มาร่วมทำบุญกับเจ้าภาพ  เจ้าภาพก็จะนำของดังกล่าวมาต้อนรับทุกคนไป

ช่วงก่อนวันงาน ๒ – ๓ วัน  ผู้คนจะเริ่มทยอยมาช่วยกันทำงานที่บ้านเจ้าภาพ  จัดเตรียมสถานที่หุงหาอาหารที่หลับที่นอนของส่างลอง  ทำต้นตะเป่ส่า  ปุ๊กข้าวแตก  ตกแต่งเครื่องไทยธรรมและอัฐบริขาร  ช่วยกันทำทั้งหนุ่มสาวเฒ่าแก่  ต่างยิ้มแย้มแจ่มใสใบหน้าอิ่มเอิบด้วยแรงบุญ   ในตอนกลางคืนยิ่งสนุกกันใหญ่ในสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้บ้านเจ้าภาพจะมีจะมีตะเกียงเจ้าพายุจุดให้ความสว่างไสวในการทำงาน  มีการตี “กลองมองเซิง”  ซึ่งมีกลองใหญ่  ๑  ใบ   ฆ้องมีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่  ๕ – ๖ ใบแขวนหรือผูกห้อยกับเพดาน  มีฉาบใหญ่  ๑  คู่    ดึก ๆ ก็จะมีการ “เฮ็ดกวาม” (การร้องเพลงไทยใหญ่)  สรรเสริญเจ้าภาพที่ได้จัดงานบุญกุศล  และเกี้ยวพาราสีกันบ้างสลับกันตลอดทั้งคืน

ก่อนถึงกำหนดงานหนึ่งวันงานที่ช่วยกันเตรียมก็จะพร้อมเสร็จเย็นวันนั้น  พ่อแม่เด็กหรือเจ้าภาพก็จะนำเด็กที่จะเป็นส่างลองไปโกนผมที่วัด  พ่อแม่ของเด็กหรือพระผู้ใหญ่ตัดให้ก่อนแล้วจึงให้ช่างหรือพระ เณรโกนให้  เสร็จแล้วนำไปอาบน้ำเงิน  น้ำทอง  น้ำขมิ้น ส้มป่อย   เพื่อเป็นสิริมงคล  แล้วประแป้งผัดหน้า  นุ่งขาวห่มขาวรับศีล ๕  จากพระสงฆ์  แล้วจึงกลับมานอนที่บ้าน  หรือบางทีก็นอนที่วัดนั้นเลย

. ขั้นเป็นลองหรือ อลอง เป็นช่วงสมมติว่ามีฐานะเป็นกษัตริย์เช่นเดียวกับตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะดำรงฐานะก่อนออกผนวช  มีขั้นตอนดังนี้

(๑) “วันแฮก” ก็คือวันแรกเริ่มงานนั่นเองส่วนมากจะเริ่มตั้งแต่ตอนเช้ามืดประมาณ ๐๕.๐๐ น. จะให้ผู้ที่จะบวชลองทำการอาบน้ำเงิน น้ำทอง ได้แก่น้ำแช่เงิน ทอง และเครื่องหอม หรือมะกรูด ส้มป่อย ฯลฯ เสร็จแล้วพากันไปวัดเพื่อสมาทานเบญจศีลและเริ่มงานบวชอลองต่อไป

หลังจากรับศีลแล้ว  บริวาร (ตะแปส่างลองที่เป็นคนแต่งตัว)  ของส่างลองจะแต่งหน้าและแต่งเครื่องทรงให้ใหม่  การแต่งกายชุดส่างลองจะแต่งกายคล้ายเจ้าชายไทยใหญ่  โดยจะสวมกางเกงขาสั้นสีขาวและเสื้อกล้ามข้างใน  ภายนอกจะนุ่งโจงกระเบนสีสด  ปล่อยชายด้านหลังยาวจับกลีบ  คาดด้วยเข็มขัดเงินหรือนาค  สวมเสื้อแขนกระบอกชายโค้งงอน  เสื้อปักฉลุลวดลายดอกไม้สีต่าง ๆ  สีเสื้อและโจงกระเบนจะใกล้เคียงกันหรืออยู่ในเฉดเดียวกัน   ที่ไหล่ทั้งสองข้างจะติดโบว์กลม ๆ  มีชายห้อยลงมา ๓ – ๕ เส้น   และสวม “แค็บคอ” (แผ่นทองคำกลมมีลวดลายดุน) ผูกร้อยด้วยเชือกด้ายสีแดงเป็นแผง   แผงละประมาณ  ๕ – ๖ แผ่น   เรียงตามแผงอกคล้ายกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์    ส่วนที่แปลกและสวยงามเป็นพิเศษของส่างลองคือส่วนศีรษะซึ่งจะใช้ผ้าแพรโพก  มีเกล้ามวยเสียบแซมด้วยดอกไม้ เช่น ดอกเอื้องคำ (เอื้องผึ้ง)  หรือดอกไม้อื่น  แต่ปัจจุบันหันมาใช้ดอกไม้ที่ทำจากผ้าหรือกระดาษแทน  เพราะดูแลง่าย  ทนทานไม่เหี่ยวเฉา  และเก็บไว้ใช้ได้นาน ๆ

ส่างลองบางหมู่บ้านหรือบางอำเภอที่มีความเชื่อว่าขุนสาง (พระพรหม)ลงมามอบ “ปานกุม” (ชฎา)และ “ลอแป” (สร้อยสังวาลย์) ให้อลอง   ตามความเชื่อในวรรณกรรมไตเรื่อง “อ่าหนั่นต่าตองป่าน” ก็จะใช้ “ปานกุม” และ “ลอแป” ในวันที่รับส่างลองและในวันที่จะนำส่างลองไปบรรพชา

แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากชาวไตในแม่ฮ่องสอนมีความเห็นว่ามีแต่พม่าเท่านั้นที่ใช้ ปานกุมและลอแป    แต่บางอำเภอ เช่น อำเภอขุนยวม  อำเภอปายซึ่งยังมีช่างทำปานกุมและลอแปก็ยังคงใช้อยู่

ส่วนใหญ่ก็จะไม่ใช้กันแล้ว   อาจจะเป็นเพราะหาช่างที่ทำปานกุมและลอแปยากมาก  รวมทั้งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในการจัดหาอุปกรณ์เหล่านี้   ต่อไปคงเหลืออยู่แต่ในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยพบเห็นเท่านั้น

สำหรับการแต่งหน้าส่างลองจะแต่งหน้าเข้มทาปากสีแดงและเขียนคิ้วเมื่อแต่งตัวเสร็จจะสวมถุงเท้าสีขาว   ตะแปผู้แต่งตัวส่างล่องจะตรวจดูความเรียบร้อยจนพอใจ  จึงจะนำส่างลองไปรอรับศีลจากพระสงฆ์  เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วถือว่าเป็น อลองเต็มตัว  การปฏิบัติต่ออลองในช่วงต่อไปนี้จะสมมติเสมือนการปฏิบัติต่อกษัตริย์อลองจะไม่มีโอกาสเหยียบดินจนกว่าจะถึงวันบรรพชาเป็นสามเณร     เมื่อส่างลองทุกองค์แต่งตัวเสร็จพร้อมกันหมดแล้วตัวแทนส่างลองจะกล่าวนำขอศีลจากพระสงฆ์    ซึ่งพระสงฆ์ก็จะให้ศีลให้พรและอบรมสั่งสอนให้วางตัวให้เหมาะสมกับการเป็นส่างลอง  จากนั้นก็จะมีการ “กั่นตอพระสงฆ์” (ขอขมาพระสงฆ์) เป็นอันเสร็จพิธี

หลังจากเสร็จพิธีรับส่างลองแล้ว “ตะแปส่างลอง” จะเอาส่างลองขี่คอลงมาจากวัดมาฟ้อนรำบริเวณหน้าวัดเป็นการเฉลิมฉลองและต้อนรับส่างลอง  บรรดาพ่อแม่ส่างลองและเหล่าญาติก็จะโปรยข้าวตอกดอกไม้เป็นการอนุโมทนาสาธุ  เป็นภาพที่น่าดูและน่าชื่นชมมาก   ในสมัยก่อนจะมีการยิงปืนแก๊บที่บรรจุเฉพาะดินปืนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว   โดยมีความเชื่อว่าเพื่อเป็นการบอกให้ผู้ที่ได้ยินทราบว่า  บัดนี้ พิธีการรับส่างลองได้เสร็จแล้ว และอีกอย่างเชื่อว่าเป็นการป้องกันไม่ให้ภูติผีปีศาจและเหล่ามารร้ายต่าง ๆ มารบกวนทำลายพิธีการ  แต่ปัจจุบันทางราชการได้ห้ามปรามเนื่องจากเคยเกิดอุบัติเหตุปืนแตกทำให้ผู้ยิงปืนได้รับบาดเจ็บสาหัส

หลังจากฟ้อนรำฉลองการต้อนรับส่างลองจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว   คณะส่างลองก็จะเคลื่อนขบวนไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมืองหรือศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน   ในขณะที่แห่ส่างลองไปตะแปส่างลองก็จะเต้นไปด้วยส่างลองที่ขี่คอก็จะโยกตัวไปตามเป็นภาพที่สวยงามยิ่ง  และที่เด่นอีกอย่างในขบวนแห่ส่างลองก็คือ “ทีคำ” (ร่มทองคำ)   ที่ใช้กางกั้นบังแดดให้ส่างลอง ซึ่งจะมีจำนวนเท่ากับจำนวนส่างลอง “ทีคำ”จะใช้กางเฉพาะส่างลองหรือพระพุทธรูปเท่านั้น

ไปนมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  บริวารจะนำอลองไปนมัสการศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  หรือศาลเจ้าเมืองในภาษาถิ่นเพื่อกราบคารวะ  หมู่บ้านไทยใหญ่จะมีศาลเจ้าเมืองหรือศาลหลักเมืองประจำหมู่บ้านเสมอ  เป็นสถานที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือมาก  เชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองหมู่บ้านให้ร่มเย็นเป็นสุข

เมื่อไปถึงศาลเจ้าก็จะมีการบอกกล่าวให้เจ้าพ่อหลักเมืองทราบ    เพื่อขอขมาลาโทษและขอความคุ้มครองป้องกันอย่าให้มีภยันตรายใดใดมากล้ำกราย   ขอให้ปลอดภัยร่มเย็นเป็นสุข  จากนั้นก็จะฟ้อนรำถวายและเคลื่อนขบวนไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ในหมู่บ้าน  หรือในหมู่บ้านอื่นที่ใกล้เคียงต่อไป  จนใกล้เวลาเที่ยงวันจึงนำส่างลองกลับเข้าที่พักหรือบ้านของส่างลอง   เพื่อพักผ่อนและรับประทานอาหารกลางวันจนบ่ายคล้อยหลังจากพักผ่อนกันอย่างเต็มอิ่มแล้ว  คณะขบวนแห่ส่างลองก็จะออกไปตามบ้านญาติพี่น้อง  คนรู้จักหรือผู้ที่เคารพนับถือต่อไป

วันเยี่ยมญาติ หลังจากนมัสการเจ้าอาวาสและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วอลองก็จะไปเยี่ยมตามบ้านญาติ  เสมือนเป็นการประพาสต้นของกษัตริย์  เจ้าของบ้านที่อลองไปเยี่ยมจะถือว่าเป็นโชค  เป็นเกียรติและเป็นบุญที่ได้มีโอกาสต้อนรับอลอง  จะเตรียมอาหารว่างถวายอลองและเลี้ยงบริวารด้วยความเต็มใจ  ญาติผู้ใหญ่จะผูกข้อมืออวยพรให้พรแก่ส่างลอง     การผูกข้อมือสมัยก่อนใช้เหรียญรูปีผูกกับด้ายสายสิญจน์ซึ่งปัจจุบันหายากจึงใช้ธนบัตรหรือเหรียญธรรมดาแทน (ส่วนใหญ่จะใช้ธนบัตรใบละ  ๒๐  บาท  ม้วนกลมผูกด้ายสายสิญจน์)

บ้านใดที่ส่างลองไปเยี่ยม  เจ้าของบ้านจะให้การต้อนรับเป็นอย่างดีถือว่าเป็นเกียรติเป็นศรีและเป็นมงคลแก่บ้านนั้น  เจ้าของบ้านจะเตรียมน้ำส้มน้ำหวานมาต้อนรับและจะผูกข้อมือสู่ขวัญ  พร้อมกับมอบเงินให้ตามแต่ศรัทธาและฐานะ   เงินที่ได้จากการผู้ข้อมือสู่ขวัญจะมีตะแปที่เป็นหัวหน้าเก็บรักษาไว้และจะนำถวายเมื่อส่างลองได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว    การนำส่างล่องไปเยี่ยมญาติจะดำเนินไปจนถึงเย็นจนได้เวลาพอสมควร จึงจะกลับไปพักผ่อนและรับประทานอาหารเย็น

ในวันแรกนี้  บ้านเจ้าภาพส่างล่องทุกบ้านจะมีคนมาช่วยกันเตรียมอาหารไว้บริการส่างลอง  ตะแปส่างลอง  และผู้มาร่วมงานทุกคนตลอดทั้งวัน  แม้กระทั่งกลางคืนก็จะมีผู้คนมาเยี่ยมเจ้าภาพ  มาร่วมทำบุญบ้าง  ผู้มาร่วมงานจะมีจำนวนมากมาย   เจ้าภาพก็จะจัดเตรียมน้ำดื่ม  ขนมนมเนย หมากเมี่ยงบุหรี่มาเลี้ยงดูทุกคน  และมีกลองมองเซิงมาตั้งไว้ให้บรรเลงกันเป็นที่สนุกสนานเป็นช่วง ๆ ไป    พอตกดึกก็จะมี “เฮ็ดกวาม” และบรรเลงกลองมองเซิงสลับกันจนถึงรุ่งเช้า

(๒)  วันข่ามแขก คือ  วันรับแขกนั่นเอง  จะเป็นวันที่ญาติพี่น้องจากหมู่บ้านอื่นมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงกัน   วันนี้นับว่าสำคัญยิ่งเพราะจะมีพิธีต่าง ๆ   ๓   พิธี  คือ  พิธีการแห่โคหลู่ (เครื่องไทยธรรม)  การเลี้ยงอาหารส่างลองเต็มรูปแบบ ( กับข้าว  ๑๒  อย่าง)   และทำพิธีเรียกขวัญส่างลอง

วันนี้เจ้าภาพจะต้องเตรียมข้าวปลาอาหารไว้มากกว่าปกติ  ญาติที่มาร่วมงานจะผูกข้อมืออวยพรให้ อลอง  ชื่นชมบารมีของอลอง  ช่วยงาน  และร่วมสนุกสนานต่าง ๆ เป็นการเฉลิมฉลองอลอง   ตั้งแต่ตอนเช้าจะมีผู้คนจากทั่วทุกหมู่บ้านแต่งกายกันอย่างสวยงามใครมีแก้วแหวนเงินทองเครื่องประดับอะไรก็จะสวมใส่ประชันกันอย่างเต็มที่     ต่างช่วยกันจัดเตรียมเครื่องไทยธรรมและอัฐบริขารที่จะนำไปเข้าขบวนแห่โคหลู่(ไทยธรรม)  เครื่องไทยธรรมทุกชิ้นจะนำมาแห่พร้อมกันในวันนี้เสมือนหนึ่งเป็นการเลียบนครของอลอง     เป็นกิจกรรมแสดงถึงความหรูหราและพร้อมเพรียงของงานปอยส่างลอง เหล่าญาติ และศรัทธาประชาชนจะพร้อมเพรียงกันมาร่วมขบวนแห่อย่างสนุกสนาน ช่วยกันถือ ช่วยกันแบก ช่วยกันหามอัฐบริขาร   เครื่องไทยธรรมทุกชิ้นทั้งเล็กและใหญ่ได้นำมาจัดเรียงร่วมขบวนให้ครึกครื้นสวยงาม ทุกคนมีความรู้สึกร่วมในส่วนบุญด้วยศรัทธาและเต็มใจขบวนแห่ประกอบด้วย

(๑)   ขบวนจะเริ่มด้วยผู้อาวุโสแต่งชุดขาว    อุ้มขันข้าวตอกดอกไม้ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีศีลธรรม เป็นผู้บริสุทธิ์เดินนำหน้าขบวน

(๒)   “จีเจ่” (กังสดาลใหญ่) ตีเป็นระยะ ๆ เป็นการป่าวประกาศให้ได้ยินกันทั่ว ๆ ไป     เมื่อใครได้ยินแล้วให้ร่วมอนุโมทนาหรือเดินทางมาร่วมทำบุญ รวมทั้งเป็นการบอกกล่าวถึงเทวบุตร    เทวดาเทพาอารักษ์ทั้งหลายให้ได้ทราบถึงการทำบุญใหญ่ของชุมชน

(๓)   “อุ้บ” คือเครื่องสักการะพระพุทธ มีดอกไม้ ธูปเทียน ขนม บรรจุอยู่ในภาชนะใช้คน แบกหาม จำนวน ๒ คน   เมื่อถึงวันทำบุญจะนำไปถวายพระพุทธ

( ๔)  ม้าเจ้าเมือง  เป็นม้าทรงของเจ้าเมือง (เจ้าพ่อหลักเมือง) ที่จะต้องอัญเชิญมาร่วมในขบวนแห่โคหลู่ในประเพณีปอยส่างลองทุกครั้งเป็นการให้เจ้าเมืองที่เคารพของชุมชนรับทราบและช่วยปกป้องคุ้มครองให้งานดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยปราศจากเหตุร้ายทั้งปวง เป็นส่วนสำคัญของขบวน

ม้าเจ้าเมืองจะคัดม้าที่สวยที่สุด  สง่างามและเชื่อง   นำมาตกแต่งด้วยดอกไม้  ปูด้วยผ้าหรือใส่อาน  แล้วไปอัญเชิญเจ้าพ่อหลักเมืองหรือศาลเจ้าประจำหมู่บ้านมาประทับ  ถือว่าจะนำความร่มเย็นมาสู่การจัดงาน

(๕)ต้นตะเป่ส่า  (ต้นกัลปพฤกษ์)  การถวายต้นตะเป่ส่า มุ่งให้เกิดในสวรรค์ มีต้นกัลปพฤกษ์บันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้ทุกอย่าง  มี  ๒  ประเภท  คือ

-        ต้นตะเป่ส่าพระพุทธ คล้ายจองพารา โครงสร้างทำด้วยไม้ไผ่กรุกระดาษสาตกแต่งลวดลายสวยงามมาก  ต้นเล็กหรือใหญ่แล้วแต่ฐานะเจ้าภาพจัดเป็นส่วนที่เด่นที่สุดในขบวน ใช้สำหรับถวายพระพุทธเจ้า

-        ต้นตะเป่ส่าถวายวัด   คล้ายต้นตะเป่ส่าพระพุทธต่างกันตรงเครื่องห้อยซึ่งเป็นเครื่องใช้สำหรับวัด เช่น ถ้วยชาม  จาน   แก้วน้ำ  หม้อ ฯลฯ  ตามแต่ศรัทธาเพื่อนำไปถวายวัด

(๖)      ขบวนโคหลู่นำเครื่องอัฐบริขารที่ใช้ในการบรรพชาและเครื่องไทยธรรมทุกชิ้นมาเข้าขบวนแห่ให้ยิ่งใหญ่และสวยงาม  คือ

-        ปุ๊กข้าวแตก  คือห่อข้าวตอกด้วยกระดาษสา  ผูกติดกับธงสามเหลี่ยมที่เรียกว่า “จ๊ากจ่า”  ใช้แทนดอกไม้สำหรับแจกให้ผู้ไปร่วมงานบรรพชาไหว้พระ  ปุ๊กข้าวแตกจะขาดไม่ได้และจะต้องมีจำนวนเท่ากับส่างลอง (“จ๊ากจ่า” หมายถึงลิ้นแม่กาเผือกจากหนังสือธรรมะกล่าวว่า  กาเผือกเป็นแม่ของพระพุทธเจ้า ๕ องค์  เมื่อครั้งเสวยชาติเป็นแม่กา)

-        เทียนเงิน เทียนทอง คือธูปเทียนแพ  เป็นเครื่องบูชาส่างลองสำหรับถวายแด่พระอุปัชญาย์)

-        พุ่มเงิน พุ่มทอง  สำหรับส่างลองถวายพระพุทธและประดับขบวน

-        อูต่อง ปานต่อง  คือกรวยหมากพลูและกรวยดอกไม้

-        หม้อน้ำต่า   คือหม้อดินห่อผ้าขาวใส่ใบไม้    ๙    ชนิด          จัดไว้เพื่อความร่มเย็นและเป็นสิริมงคล  ได้แก่  ใบสะเป่ (หว้า)   เหน่จ่า (หญ้าแพรก)  ก๊าด (ต้นไม้ชนิดหนึ่งคล้ายพริกไทย กินได้)   ก่า (ฝรั่ง)    ก้ำก่อ (ดอกบุนนาก)    กุ่ม (ต้นกุ่ม)   แข (พืชชนิดหนึ่งคล้ายใบเตย)    แห้ะ (ถั่วแระ)     กาง (หางนกยูง)

(๗)  ขบวนกลองมองเซิงใช้บรรเลงประกอบขบวนทำให้เกิดความไพเราะรื่นเริงในขบวนเครื่องแห่โคหลู่ ส่วนใหญ่จะมีแต่คนแก่เท่านั้นที่ตีกลองมองเซิงได้      หากมีดนตรีไต เช่น ซึง   ปิ่งโจ่   ตอลอ ฯลฯ ก็จะนำมาบรรเลงด้วย

(๘)  เครื่องไทยธรรมที่เป็นปัจจัยถวายพระสงฆ์ที่นิมนต์มาในงานตกแต่งด้วยดอกไม้จัดไว้อย่างสวยงามโดยมากหญิงสาวจะเป็นผู้ถือ    อัฐบริขารที่เป็นเครื่องใช้สามเณร  ประกอบด้วยส่างกาน (จีวร)  เครื่องนอนและเครื่องใช้อื่น ๆ ของสามเณร

(๙)  ขบวนส่างลอง  เป็นกลุ่มซึ่งจะอยู่เกือบท้ายขบวน  วันนี้ทั้งส่างลองตะแปส่างลองและผู้ถือทีคำจะแต่งกายสวยงามเป็นพิเศษ  ขณะขบวนเคลื่อนที่ไปก็จะฟ้อนรำไปด้วยตามจังหวะกลองก้นยาว

หากปีใดมีส่างลองจำนวนมากเป็นร้อยองค์และมาจากหลายหมู่บ้าน  จำนวนชุดกลองก้นยาวก็จะมีมากตามไปด้วยบางทีมีถึง ๕ – ๗ ชุด ทำให้เกิดความสนุกสนานครึกครื้นมากยิ่งขึ้น    ขบวนแห่ส่างลองเป็นเสมือนการแสดงแสนยานุภาพของกษัตริย์ มีบริวารแห่แหนรายรอบเป็นขบวนยาวมีการฟ้อนรำเข้ากับจังหวะดนตรี กลองก้นยาว บริวารส่างลองประกอบด้วย

-   คนที่เป็นพาหนะให้ส่างลองขี่คอ ๒ – ๓ คนสับเปลี่ยนกัน

-   คนคอยกางทีคำ (ร่มใหญ่ปิดทอง)

-  คนถือพานหมาก คนถือน้ำเต้า (ปัจจุบันไม่ใช้แล้วเพราะสิ้นเปลืองแรงงานมาก)

-   คณะดนตรีชุดกลองก้นยาว

(๑๐)  ท้ายขบวนแห่โคหลู่  จะเป็นคณะโบกไพ (บ้องไฟ)  ซึ่งจะนำไปจุดในวันสุดท้ายของงาน

ขบวนแห่โคหลู่ในงานปอยส่างลองนี้ถือว่าเป็นขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม  นับเป็นขบวนแห่ที่มีผู้คนมาร่วมกันมากยิ่งกว่างานประเพณีใด ๆ ขบวนแห่จะออกจากบ้านเจ้าภาพใหญ่ไปตามถนนที่สำคัญ  ระหว่างทางจะมีผู้เฒ่าผู้แก่ถือ “อุ้บ” ออกมาโปรยข้าวตอกดอกไม้เป็นการอนุโมทนาสาธุในการทำบุญ

เมื่อแห่ขบวนรอบหมู่บ้านแล้วขบวนแห่จะไปสิ้นสุดที่วัด  จะมีผู้คนออกมาต้อนรับ  มีน้ำดื่มมาคอยบริการ  บ้างก็มารอโปรยข้าวตอกดอกไม้  ขบวนแห่จะเวียนรอบวัด  ๓  รอบ  แล้วนำโคหลู่ขึ้นไปจัดไว้บนวัด  พักจนหายเหนื่อยแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน   หากยังไม่ทำพิธีบรรพชาอุปสมบทในวันนี้   กิจกรรมต่อเนื่องที่วัดจะมีการถ่อมลีก คือ  การฟังธรรม  โดยบัณฑิตหรือผู้มีความรู้ด้านหนังสือเป็นผู้อ่านซึ่งจะนั่งบนอาสนะที่จัดให้ข้างหน้าพระประธานในวิหารศาลาการเปรียญ  ผู้ฟังจะนั่งเป็นแถวถัดออกมา  หนังสือที่ใช้อ่านเป็นสมุดข่อยขนาดใหญ่เขียนเป็นภาษาไทยใหญ่     เนื้อหาจะเป็นชาดกในทางพุทธศาสนา    ส่วนอลองนั้นบริวารจะนำไปเยี่ยมตามบ้านญาติที่ยังเหลือหรือพักผ่อนตามอัธยาศัย

กิจกรรมที่บ้านเจ้าภาพ   ในตอนเย็นที่บ้านเจ้าภาพจะมีผู้คนมาเยี่ยมเจ้าภาพมากมาย  เจ้าภาพจะเตรียมต้อนรับผู้ที่จะนำปัจจัยมาร่วมทำบุญ    เตรียมต้อนรับคณะโบกไพ (บ้องไฟ)  ที่จะนำโบกไพแห่มาที่บ้านเจ้าภาพ   เพื่อบอกกล่าวกับเจ้าภาพและให้เจ้าภาพได้ชมโบกไพที่จะนำไปจุดในวันพรุ่งนี้    จะมีการตกลงกันว่าหากโบกไพจุดแล้วขึ้นสู่ท้องฟ้าก็จะมารับ “อะซู” (รางวัล)   หากไม่ขึ้นหรือเกิดระเบิดก็ยินดีให้เจ้าภาพทาหน้าด้วยดินหม้อ   การนำโบกไพมาร่วมงานถือว่าเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพ และทำให้งานครึกครื้นและเป็นการจุดฉลองงานไปด้วย

สำหรับส่างลองหลังจากไปร่วมขบวนแห่โคหลู่ก็จะกลับมารับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อนจากนั้นตะแปส่างลองก็จะนำออกไปเยี่ยมตามบ้านที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยมจนกระทั่งเย็น  จึงจะนำส่างลองกลับมายังบ้าน  อาบน้ำอาบท่าแต่งชุดส่างลองเพื่อที่จะรอเวลาทำขวัญและรับประทานอาหารเต็มรูปแบบต่อไป

หลังทำพิธีเสร็จ   วัดที่เป็นเจ้าภาพจะเลี้ยงอาหารกลางวันกับญาติๆของส่างลอง

ในภาพ วัดปางล้อ ปี ๒๕๔๘

เรื่องการเลี้ยงอาหารเต็มรูปแบบนั้น  มีผู้รู้บางท่านกล่าวว่าในสมัยก่อนโน้น  จัดไว้ถึง  ๓๒  อย่างด้วยกัน   ส่วนความเป็นมาว่าทำไมต้องเลี้ยงอาหารส่างลองถึง  ๓๒  อย่างนั้น  ไม่ปรากฏว่าใครจะให้คำตอบได้  แต่ในปัจจุบันการเลี้ยงอาหารส่างลองจัดไว้เพียง  ๑๒  อย่างเท่านั้น  สถานที่ที่จะเลี้ยงอาหารส่างลองเต็มรูปแบบจะทำที่บ้านเจ้าภาพใหญ่  หากส่างลองมีจำนวนมากก็จะทำกันที่วัดเพื่อความสะดวก   ทั้งนี้ เนื่องจากวันนี้จะมีพ่อแม่ส่างลอง ญาติทั้งฝ่ายพ่อและแม่รวมทั้งผู้มาร่วมงาน  จะมากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา   พอได้เวลาพ่อแม่ส่างลองก็ยกสำรับอาหาร  ๑๒  อย่างมาวางหน้าส่างลองและป้อนอาหารให้ส่างลอง  พร้อมกับคอยปัดพัดวีให้

สำหรับส่างลองที่ไม่มีพ่อแม่ป้อนอาหารให้ก็จะมีพ่อข่ามแม่ข่ามเป็นผู้ป้อนอาหารแทน  ความรู้สึกของส่างลองนั้นยากที่จะทราบ  นอกจากคนที่เคยเป็นส่างลองมาแล้วเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้  หลังจากที่รับประทานอาหารทั้ง  ๑๒  อย่าง จนอิ่มหนำสำราญแล้ว   ก็จะมีพิธีทำขวัญส่างลองซึ่งก็คล้ายการทำขวัญนาคคือมีการเรียกขวัญ  ผูกข้อมือให้ศีลให้พรแก่ส่างลอง

เหตุที่มีพิธีเรียกขวัญ ป้อนข้าว ป้อนน้ำนั้น  เนื่องจากช่วงเวลาเป็นส่างลองเป็นช่วงที่ส่างลองจะขวัญอ่อน  และมีสิ่งขัดขวางบั่นทอนคอยเป็นอุปสรรคอยู่มากมาย

แม้เจ้าชายสิทธัตถะเองก็ได้รับการบำรุง บำเรอเพื่อให้ติดอยู่ในราชสมบัติ  การเรียกขวัญมุ่งสร้างกำลังใจให้ส่างลองยึดมั่นในปณิธานเดิมคือการออกบวช แสวงหาโมกขธรรมและขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้ายที่มุ่งทำลายส่างลอง

การป้อนข้าว ป้อนน้ำ พ่อ แม่หรือ  พ่อข่าม  แม่ข่าม (พ่อ แม่อุปถัมภ์)  จะป้อน

ข้าว ป้อนน้ำส่างลอง  แสดงให้เห็นถึงการอุปถัมภ์ค้ำจุนเลี้ยงดูให้มีชีวิตสุขสมบูรณ์สติปัญญาเฉียบแหลมจนถึงขั้นจะได้เป็นเหล่ากอแห่งสมณะ (สามเณร) ป้อนไปนึกไปด้วยความภูมิใจ  ที่ได้สร้างชีวิตมนุษย์ให้หลุดพ้นจากโลกียวิสัย

แม่นึกในใจ………แม้ไม่ได้อุ้มท้องมา                  แต่ศรัทธาเราตรงกัน

มุ่งมั่นเสมือนลูก              แม่พันผูกจะส่งเสริม  ให้ลูกเพิ่มบารมี

จนถึงที่พระนิพพาน                                       พ่อนึกในใจ…………..พ่อดีใจที่ได้ลูก

เราพันผูกอย่างแน่นเหนียว             เรากลมเกลียวมุ่งสิ่งสูง                       มุ่งผดุงพุทธศาสน์

มุ่งเป็นปราชญ์ละกิเลส                      ดับปวงเหตุทุกข์ทั้งหลาย

ในบั้นปลายบรรลุถึง                                           สถานซึ่งสงบสุขคือนิพพาน

เมื่อพิธีกินอาหารเต็มรูปแบบและเรียกขวัญส่างลองเสร็จเรียบร้อยแล้ว   ตะแปส่างลองก็จะนำ ส่างลองกลับที่พัก  หากยังมีบ้านที่ยังไม่ได้เยี่ยมก็จะนำส่างลองไปเยี่ยมจนครบ  เพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้ว  หากเป็นหมู่บ้านใหญ่มีจำนวนหลังคาเรือนมาก ๆกว่าส่างลองจะได้พักก็อาจจะดึกและอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปตาม ๆ กัน  ทั้งส่างลอง   ตะแปส่างลอง และผู้ติดตาม

ที่บ้านเจ้าภาพและที่วัดคืนนี้เจ้ามื้อ (พ่อครัวผู้ประกอบอาหาร)  จะต้องทำงานหนักมาก  เนื่องจากวันพรุ่งนี้จะเป็นวันบรรพชาสามเณร   ซึ่งจะต้องเลี้ยงอาหารทั้งพระสงฆ์สามเณรทั้งในวัดที่จะบรรพชาและที่นิมนต์มาร่วมพิธีบรรพชา   ตลอดจนผู้คนที่มาร่วมงานทั้งหมดซึ่งจะมีเป็นจำนวนมาก   การเตรียมอาหารจะแยกกันทำ  อาหารสำหรับพระสงฆ์สามเณรจะจัดทำเป็นพิเศษซึ่งจะมีหลายอย่างทั้งอาหารคาวหวาน   การเตรียมอาหารต้องใช้คนจำนวนมาก   เพื่อเป็นการผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยและให้กำลังใจแก่เจ้ามื้อเจ้าภาพจะเตรียมกลองมองเซิงไว้ให้เจ้ามื้อด้วย  หากใครว่างจากงานก็จะมาร่วมกันบรรเลงเป็นที่ครื้นเครงจนสว่าง กิจกรรมการบันเทิงจะมีการบรรเลงเครื่องดนตรี คือกลองมองเซิง  เป็นเครื่องดนตรีมีอุปกรณ์มากกว่ากลองก้นยาวและนิยมจัดไว้ให้บรรเลงกันที่บ้านเจ้าภาพรวมทั้งบรรเลงร่วมขบวนแห่เครื่องไทยธรรม  ประกอบด้วย

-  กลอง ๒ หน้า ขนาดใหญ่กว่ากลองที่ใช้ตีในโรงลิเกเล็กน้อย

-  ฆ้องใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๖๐ ซม.

-  ฆ้องขนาดกลาง

-  ฆ้องขนาดเล็กประมาณ ๖ – ๘ ใบ                                                                                                              -  ฉาบใหญ่ ฉิ่ง

ตอนกลางคืน จะมีการโต้กลอนสด หรือร่ายสดกัน      ภาษาถิ่นเรียกว่า “เฮ็ดกวาม” คำว่า “เฮ็ด” แปลว่า ทำ “กวาม” แปลว่า ความ หรือ คำ หรือ เพลง รวมแล้ว แปลว่า ทำถ้อยคำหรือทำเพลง ทำกลอนนั่นเอง   ตอนหัวค่ำจะเป็นการว่ากลอนร่ายชมเครื่องไทยธรรม สรรเสริญเจ้าภาพ ยกย่องเชิดชูอลอง มักจะดำเนินการโดยศิลปินอาวุโสหรือผู้มีประสบการณ์มาก

ตกดึกจะเป็นการโต้คารมกันด้วยเชิงกลอนหรือร่ายสด  ระหว่างหญิง – ชาย  การโต้คารมนี้จะมีระหว่างงานทุกคืนไม่เฉพาะแต่วันรับแขกเท่านั้น  จะโต้กันจนสว่างหรือจนกว่าจะเหน็ดเหนื่อยเลิกรากันไปเอง ทำนองกลอนหรือร่ายเป็นทำนองเพลงไทยใหญ่  มีหลายทำนอง เช่น “ล่องคง” เป็นทำนองช้า  จังหวะหวาน ใช้สรรเสริญยกย่องหรือเกี้ยวพาราสี “ปานแซง” เป็นทำนองจังหวะเร็ว  ใช้เป็นเพลงเดินในละครไทยใหญ่ และโต้คารมกันในลักษณะต่อว่าต่อขานกัน “นกกือ”  เป็นทำนองเลียนจังหวะเสียงนก  ใช้ชมบทของผู้เป็นใหญ่  หรือศักดิ์สิทธิ์ เช่น ฤาษี เป็นต้น

วันข่ามส่าง เช้าวันที่สามของงาน  วันนี้เรียกกันว่าวันข่ามส่าง  คือจะนำส่างลองไปบรรพชาเป็นสามเณร   หากในการจัดงานมี “จางลอง” คือผู้ที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ด้วย ก็จะทำกันตั้งแต่เช้าตรู่ เรียกกันว่า “ยาบจาง”    การยาบจางหรืออุปสมบทจะเริ่มราว ๆ ๐๔.๐๐ – ๐๕.๐๐ น.   ตะแปจางลองจะแต่งตัวจางลองและนำจางลองขี่ม้าแห่ไปวัด   โดยมี “จีเจ่” (กังสดาล) ตีนำขบวน และอาจมีดนตรีพื้นบ้านหรือกลองก้นยาวร่วมขบวนไปด้วย   เมื่อถึงวัดก็จะเวียนรอบโบสถ์ ๓ รอบ แล้วทำพิธีอุปสมบทในโบสถ์   หากวัดใดไม่มีโบสถ์เจ้าภาพก็จะร่วมกับทางวัดจัดทำ “สิ่มน้ำ” คือจะทำศาลาที่ประกอบพิธีอุปสมบทอยู่กลางแม่น้ำหรือในบึงแล้วนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีอุปสมบทในสิ่มน้ำนี้

วันที่สามหรือวันสุดท้ายของปอยส่างลองนี้  ผู้คนจะมาชุมนุมกันที่วัดตั้งแต่เช้า   โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่จะไปถึงวัดก่อนพร้อม “อุ๊บ” หรือขันดอกไม้   จนได้เวลาพอสมควรก็จะมีการ “ถ่อมลีก” คืออ่านหนังสือธรรมะให้ทุกคนฟังอันเป็นการกล่อมเกลาจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีซึ่งถือเป็นประเพณีสืบทอดกันมานานผู้ฟังก็จะนั่งฟังอย่างสงบและสำรวมกิริยาอาการ

ผู้อ่านหนังสือธรรมะในการถ่อมลีกนี้คือ “จเร”  ซึ่งหมายถึงผู้รอบรู้หรือผู้เชี่ยวชาญในด้าน “ลีกไต” (หนังสือไทยใหญ่)   ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ  มีคุณธรรม  จริธรรม  และเป็นที่เคารพนับถือของชุมชน  เวลา “ฮอลีก” (อ่านหนังสือ) จะนุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ก็แต่งชุดไตโดยนั่งอ่านตรงหน้าพระประธานบนศาลาการเปรียญวัด   ข้าง ๆ จเรจะมี “เผิน” หรือ “อุ๊บ”  คือเครื่องยกครูบาอาจารย์ซึ่งจะมีข้าวสาร  กล้วยน้ำว้าดิบ  ๑  หวี  หมากพลู  ดอกไม้ธูปเทียน  บรรจุในกาละมัง   และมีปัจจัย (เงิน) ใส่ซองตามแต่ศรัทธา   เมื่อฮอลีกจบก็จะยกเผินบูชาไปไว้ที่บ้านหรือบางทีก็ถวายวัดไป   ส่วนปัจจัยก็จะนำไปไว้ใช้จ่ายต่อไป

เมื่อได้เวลาฉันเพลก็จะมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่นิมนต์มาร่วมพิธีบรรพชาสามเณรก่อนแล้วจึงเลี้ยงอาหารผู้มาร่วมงานในพิธี   อาหารที่เลี้ยงในงานปอยส่างลองที่จะขาดไม่ได้คือ “แกงฮังเล” ปรุงจากเนื้อหมูสามชั้น  หมักในกะทะเครื่องปรุงซึ่งมีซิอิ๊วดำ  น้ำอ้อย  หอม  กระเทียมแกะเปลือก  กะปิ  พริกเม็ดใหญ่ ขิง มะเขือเทศ  หมักรวมกันก่อนปรุงด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุก  แล้วโรยด้วย “หมากสะหล่า”  เครื่องเทศชนิดหนึ่งซึ่งมีกลิ่นหอมมาก   นอกจากนี้เพื่อแก้เลี่ยนก็จะมี “น้ำซด” (ต้มจืด)    น้ำพริกอ่อง  ผัดผัก  หรือยำใหญ่  เป็นต้น

อาหารหวานก็จะมีขนมไต  อาทิเช่น  อะละหว่า (ทำจากแป้งและน้ำตาลแล้วอบหน้าด้วยกระทิ)   ส่วยทะมิน (ทำจากข้าวเหนียวลักษณะคล้ายอะละหว่า)   และขนมที่ได้เตรียมทำไว้ก่อนหน้าปอยส่างลอง คือ “ข้าวแตกปั้น” และ “ข้าวพองต่อ”   หลังจากที่พระฉันเสร็จแล้วก็จะเลี้ยงส่างลองและผู้ที่มาร่วมงานทุกคน ช่วงนี้ เจ้าภาพจะต้องคอยจับตามองส่างลองให้ดี เพราะบางทีจะมีการนำส่างลองไปแอบซ่อนไว้เพื่อชะลอการบรรพชาสามเณร ซึ่งเจ้าภาพจะต้องนำ “อะซู” (รางวัล)    ไปมอบให้จึงจะได้ส่างลองคืนกลับมาพิธีบรรพชาสามเณรจะเริ่มขึ้นหลังจากเลี้ยงอาหารผู้มาร่วมงานทุกคนจนอิ่มแล้ว   ก็จะช่วยกันเก็บกวาดภาชนะต่าง ๆ จนแล้วเสร็จ   ตะแปส่างลองก็จะนำส่างลองไปนั่งต่อหน้าพระผู้ใหญ่เพื่อทำพิธีบรรพชาสามเณรเป็นเหล่ากอแห่งสมณะต่อไป

๓. พิธีบรรพชาอุปสมบท เป็นพิธีทางสงฆ์ปฏิบัติเหมือนกับท้องถิ่นอื่น  ทุกประการ  การบรรพชานิยมทำกันในตอนบ่าย    สำหรับการอุปสมบทนั้นนิยมทำกันในตอนเช้ามืดเลียนแบบการออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ

ขบวนส่างลองเจ้าไปในศาลาการเปรียญหรือวิหารที่ใช้เป็นที่บรรพชาอุปสมบท  ส่างลองเดินเข้าไปนั่งเรียงแถวหน้าพระอุปัชฌาย์  กราบพระอุปัชฌาย์ ๓  ครั้ง     เมื่อพร้อมกันแล้วหันหน้ามากราบ  ๓  ครั้ง  แล้วรับผ้าจีวรจากบิดา มารดา หรือพ่อข่าม แม่ข่าม (พ่อ แม่อุปถัมภ์) ซึ่งแสดงถึงความผูกพันและสนับสนุนกันระหว่าง พ่อ แม่ กับลูก   เสร็จแล้วหันกลับไปหาพระอุปัชฌาย์ เปล่งวาจาขอบรรพชา พระอุปัชฌาย์รับผ้าจีวรไปแก้ห่อและนำผ้าอังสะ หรือผ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งในห่อผ้าจีวรคล้องคอส่างลอง เพื่อนำไปให้เจ้าหน้าที่เปลี่ยน

เครื่องส่างลอง  และพระภิกษุจะช่วยนุ่งผ้าจีวรให้    กลับมาเปล่งวาจาขอรับศีล  ๑๐  และขอนิสัย  พระอุปัชฌาย์ให้ศีล  บอกกัมมัฏฐานและให้โอวาทส่างลอง  ซึ่งได้กลายเป็นเหล่ากอของสมณะ  คือสามเณร  เป็นเพศพรหมจรรย์สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์  เป็นผู้เข้าสู่เส้นทางดำเนินไปสู่สิ่งสูงสุดทางพุทธศาสนา  คือพระนิพพานตามปณิธานของเจ้าภาพและผู้บรรพชาที่ได้ตั้งใจไว้แต่แรก  ได้ยอมเสียสละทรัพย์ที่ไม่จีรังเพื่อเข้าสู่เส้นทางที่จะบรรลุถึงอริยทรัพย์อันจีรังยั่งยืนตลอดไป  หลังจากเสร็จพิธีจะมีเทศนา ๑ กัณฑ์ เจ้าภาพใหญ่เจ้าภาพร่วมและผู้มาร่วมงานในพิธีถวายจตุปัจจัยไทยธรรม  พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นเสร็จพิธี

หลังจากบรรพชาแล้ว  สามเณรจะศึกษาธรรมะ จากพระอาจารย์ ประมาณ  ๑ สัปดาห์

หลังจากนั้นหากมีคณะโบกไพ (บ้องไฟ) มาร่วมงานก็จะนำโบกไพไปจุด  เมื่อจุดเสร็จเจ้าของจะนำโบกไพไปรับ “อะซู” จากเจ้าภาพ บางทีอาจมีส่างลองพาง (ส่างลองปลอม) คือคนธรรมดาแต่งกายเลียนแบบส่างล่องแห่ไปด้วย   จะมีการ “เฮ็ดกวาม” ขอ “อะซู” จากเจ้าภาพซึ่งเจ้าภาพจะมอบรางวัลให้เป็นเงินแถมยังเลี้ยงข้าวปลาอาหาร   สำหรับเงินที่ได้นั้นคณะโบกไพจะนำไปซื้อเครื่องใช้ไม้สอยถวายวัด หรือบางทีก็ทำเป็นต้นผ้าป่าถวายวัดต่อไป

ปัจจุบัน ประเพณีการบวชส่างลองถูกตัดทอนจำนวนวันและขั้นตอนพิธีกรรมลงไปมาก  เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก   ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดพิธีเต็มรูปแบบ    ประเพณีเช่นนี้ถ้ามองในลักษณะการสิ้นเปลืองก็ดูเหมือนจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ  เพราะแค่การบรรพชาอุปสมบทเท่านั้นก็จัดเสียใหญ่โตสิ้นเปลืองทรัพย์สินจำนวนมาก  ไม่ตรงตามหลักการของพระพุทธองค์  แต่ถ้ามองในรูปของการสร้างความสมานสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีในหมู่เครือญาติและหมู่บ้านแล้วการที่คนหมู่มากได้มีโอกาสมาร่วมงานและช่วยเหลือกันจัดงานเป็นกลุ่มใหญ่จะก่อเกิดประโยชน์ในการพัฒนาสังคม  และสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนโดยใช้วัฒนธรรมและประเพณีเป็นสื่อได้เป็นอย่างดี  คุ้มกับทุนที่ต้องเสียไป

…………………………………

Posted on 30 January '11 by admin, under Uncategorized. No Comments.

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!

Posted on 18 June '10 by admin, under Uncategorized. 1 Comment.